เจาะสำรวจดินคืออะไร ทำอะไรบ้าง?
การเจาะสำรวจดิน คือการเจาะหลุมลงไปในดินลึก 10–30 เมตรขึ้นไป (ตามขนาดอาคารและสภาพชั้นดิน) เพื่อเก็บตัวอย่างดินและทดสอบความแน่นของดินทุกระยะความลึก ข้อมูลที่ได้จะบอกว่าใต้ที่ดินของคุณมีดินชนิดใดบ้าง ชั้นดินแข็งที่รับน้ำหนักได้อยู่ลึกเท่าไร และระดับน้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน
งานภาคสนามส่วนใหญ่ใช้การเจาะระบบฉีดล้าง (Wash Boring) ร่วมกับการทดสอบตอกทะลวงมาตรฐาน (Standard Penetration Test, SPT) ตามมาตรฐาน ASTM D1586 ทุกระยะประมาณ 1.5 เมตร พร้อมเก็บตัวอย่างดินส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาหน้างานประมาณ 1–2 วันต่อหลุมสำหรับบ้านพักอาศัย — อ่านขั้นตอนโดยละเอียดและระยะเวลาแต่ละช่วงได้ที่ เจาะดินใช้เวลากี่วัน? ไทม์ไลน์งานเจาะสำรวจดิน
ชั้นดินใต้เท้าคุณซับซ้อนกว่าที่คิด
แม้ที่ดินสองแปลงจะอยู่ติดกัน ชั้นดินข้างใต้อาจแตกต่างกันอย่างมาก การตัดสินใจเลือกประเภทฐานรากและความยาวเสาเข็มโดยไม่มีข้อมูลชั้นดิน ก็เหมือนสั่งเสื้อตัดโดยไม่วัดตัว — และตามเอกสารความรู้ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ข้อมูลชั้นดินจากพื้นที่ข้างเคียงใช้เป็นแนวทางได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการเจาะสำรวจในพื้นที่จริงได้ เพราะอาจผิดพลาดและไม่ปลอดภัย
อาคารที่มีปัญหาการทรุดตัวและรอยร้าวร้ายแรงส่วนใหญ่ มีสาเหตุจากการออกแบบฐานรากที่ไม่สอดคล้องกับสภาพชั้นดินจริง — ซึ่งเกือบทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการเจาะสำรวจดินก่อนก่อสร้าง
5 เหตุผลหลักที่วิศวกรแนะนำให้เจาะสำรวจดิน
1. รู้ว่าเสาเข็มต้องลึกแค่ไหน — ไม่ใช่เดา
หัวใจของการออกแบบเสาเข็มคือต้องรู้ว่า "ชั้นดินแบกทาน (Bearing Stratum)" อยู่ลึกเท่าไร ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันและดูจากผิวดินไม่ได้เลย การเจาะสำรวจพร้อมทดสอบ SPT จะบอกตำแหน่งชั้นดินแข็ง/ทรายแน่นที่รับน้ำหนักได้จริง ถ้าใช้เสาเข็มสั้นเกินไป เสาเข็มจะ "ลอย" อยู่ในชั้นดินอ่อนและอาคารจะทรุดในภายหลัง อ่านวิธีแปลค่าความแน่นของดินได้ที่ SPT N-Value แปลผลยังไง และดูความลึกชั้นดินรายพื้นที่ทั่วประเทศที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด
2. เลือกประเภทฐานรากได้ถูกต้อง
สภาพดินต่างกัน วิธีฐานรากก็ต่างกัน บางพื้นที่ใช้เสาเข็มตอกได้ดี บางพื้นที่ต้องใช้เสาเข็มเจาะเพื่อลดผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง และบางพื้นที่ดินแข็งพอที่จะใช้ฐานรากแผ่ (Spread Footing) ซึ่งประหยัดกว่ามาก — ทั้งหมดนี้ตัดสินได้จากข้อมูลเจาะสำรวจเท่านั้น
3. รู้ระดับน้ำใต้ดิน — ตัวแปรที่มองไม่เห็น
การเจาะสำรวจดินจะวัดระดับน้ำใต้ดิน (Ground Water Table) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำลังรับแรงของดิน การออกแบบชั้นใต้ดิน ระบบกันซึม และแรงดันน้ำที่กระทำต่อโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงการที่มีงานขุดลึก เช่น สระว่ายน้ำ บ่อเก็บน้ำ หรือชั้นใต้ดิน ถ้าไม่รู้ระดับน้ำใต้ดินล่วงหน้า อาจเจอปัญหาน้ำทะลักระหว่างก่อสร้างจนงานหยุดชะงัก
4. ประหยัดค่าก่อสร้างในระยะยาว
ข้อมูลชั้นดินที่ถูกต้องช่วยให้วิศวกรออกแบบฐานรากได้ "พอดี" ไม่น้อยเกินไปจนเสี่ยง และไม่มากเกินไปจนสิ้นเปลือง บางโครงการที่มีข้อมูลดินครบถ้วนสามารถลดจำนวนเสาเข็มได้ถึง 20–30% โดยยังปลอดภัยตามมาตรฐาน — ค่าเจาะดินจึงมักถูกกว่าส่วนที่ประหยัดได้เสียอีก ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีข้อมูลดิน วิศวกรจำเป็นต้องออกแบบแบบ "เผื่อไว้มาก" ตามค่ากำลังรับน้ำหนักแบบสมมุติ (Presumptive Bearing Value) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ค่าต่ำเพื่อความปลอดภัย ผลคือฐานรากใหญ่และแพงเกินจำเป็น — อ่านรายละเอียดที่ ไม่เจาะดินได้ไหม? ค่ารับน้ำหนักดินตามกฎหมายเมื่อไม่มีผลสำรวจ
5. ได้เอกสารที่ใช้ต่อได้จริง
รายงานเจาะดินที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการออกแบบ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และสถาบันการเงินหลายแห่งก็ขอประกอบการพิจารณาสินเชื่อโครงการมูลค่าสูง
กฎหมายบังคับให้เจาะสำรวจดินไหม?
กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 บังคับให้อาคารบางประเภท (เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ) ต้องมีรายงานสำรวจดินประกอบรายการคำนวณ ส่วนบ้านพักอาศัยทั่วไปกฎหมายไม่ได้บังคับโดยตรง แต่ถ้าไม่มีผลเจาะสำรวจ วิศวกรต้องใช้ค่ากำลังรับน้ำหนักดินแบบสมมุติที่กฎหมายกำหนดไว้ต่ำมากเพื่อความปลอดภัย ทำให้ฐานรากแพงขึ้น — ในทางเศรษฐศาสตร์จึง "ควรเจาะอย่างยิ่ง" อ่านคำอธิบายข้อกฎหมายฉบับเต็ม เงื่อนไขค่ารับน้ำหนักดินเมื่อไม่เจาะ และตารางจำนวนหลุมสำหรับบ้าน ได้ที่ สร้างบ้าน 2 ชั้นต้องเจาะดินไหม? คำตอบจากวิศวกร
ต้องเจาะกี่หลุม ลึกเท่าไร?
จำนวนหลุมเจาะขึ้นกับขนาดอาคารและความแปรปรวนของชั้นดิน สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปนิยมเจาะ 1–3 หลุม ส่วนอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน หรือคลังสินค้า จะเพิ่มจำนวนหลุมตามพื้นที่อาคารเพื่อให้ครอบคลุมความแตกต่างของชั้นดินใต้ผังอาคาร ความลึกมาตรฐานสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑลมักเจาะถึงชั้นทรายแน่นที่ระดับประมาณ 21–30 เมตร
ตัวเลขที่เหมาะสมของแต่ละโครงการต้องให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดตามลักษณะอาคารและพื้นที่จริง — ดูหลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนหลุมและความลึกโดยละเอียดที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกเท่าไร?
ค่าเจาะสำรวจดินราคาเท่าไร?
ค่าบริการเจาะสำรวจดินสำหรับบ้านพักอาศัยของ SPN เริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท (2–3 หลุม รวมการทดสอบในห้องปฏิบัติการพื้นฐานและรายงานที่รับรองโดยวิศวกร) ราคาจริงขึ้นกับจำนวนหลุม ความลึก และรายการทดสอบ Lab ที่ต้องการ
หมายเหตุ: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ดูโครงสร้างราคาโดยละเอียดตามประเภทอาคารที่ ราคาเจาะดินบ้านปี 2026 ดูขอบเขตบริการทั้งหมดที่ บริการเจาะสำรวจและทดสอบดิน หรือติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.
เจาะ vs ไม่เจาะ — ต่างกันอย่างไร?
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเด็น | เจาะสำรวจดิน | ไม่เจาะ (เดาจากพื้นที่ข้างเคียง) |
|---|---|---|
| ความยาวเสาเข็ม | กำหนดจากชั้นดินแบกทานจริง | เดา — เสี่ยงสั้นไป (ทรุด) หรือยาวไป (แพง) |
| ประเภทฐานราก | เลือกได้เหมาะสม บางกรณีใช้ฐานแผ่ประหยัดกว่า | ต้องเผื่อความปลอดภัยสูง ต้นทุนเพิ่ม |
| ค่ารับน้ำหนักดินที่ใช้ออกแบบ | ค่าจริงจากผลทดสอบ | ค่าสมมุติตามกฎหมาย (ต่ำมาก) |
| ระดับน้ำใต้ดิน | รู้ล่วงหน้า วางแผนงานขุด/กันซึมได้ | ไม่รู้ — เสี่ยงเจอปัญหาหน้างาน |
| เอกสารยื่นขออนุญาต/สินเชื่อ | มีรายงานรับรองโดยวิศวกรใช้ได้ทันที | ไม่มี |
| ความเสี่ยงบ้านทรุด | ต่ำ — ออกแบบจากข้อมูลจริง | สูง — ค่าซ่อมอาจถึง 20–50% ของมูลค่าอาคาร |
พื้นที่แบบไหนเสี่ยงสูง ยิ่งต้องเจาะ?
พื้นที่เสี่ยงสูงคือพื้นที่ที่ชั้นดินอ่อนหนาหรือแปรปรวนจนการเดาความยาวเสาเข็มผิดพลาดได้ง่าย วิศวกรแนะนำให้เจาะสำรวจทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้นในพื้นที่กลุ่มนี้:
- กรุงเทพฯ–ปริมณฑล — ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Soft Clay) หนาประมาณ 12–15 เมตร รับน้ำหนักได้ต่ำมาก เสาเข็มต้องหยั่งถึงชั้นทรายแน่นที่ลึกกว่า 21 เมตร
- พื้นที่ริมแม่น้ำ ที่ลุ่ม ที่นาเดิม — ตะกอนดินอ่อนสะสมหนา และความหนาเปลี่ยนเร็วในระยะไม่กี่สิบเมตร
- ที่ดินถมใหม่ — ดินถมยังไม่แน่นตัว และน้ำหนักดินถมยังกดชั้นดินอ่อนข้างใต้ให้ทรุดต่อเนื่องอีกหลายปี
- จังหวัดที่ชั้นดินแปรปรวน — บางพื้นที่มีชั้นแข็งบางแทรกอยู่เหนือดินอ่อน (เจอ "ชั้นแข็งปลอม") ถ้าไม่เจาะจะไม่มีทางรู้
เราสรุปลักษณะชั้นดินรายภูมิภาค ความลึกเสาเข็มรายพื้นที่ และจุดที่ชั้นดินผิดปกติในกรุงเทพฯ ไว้ครบในบทความ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด — ทำไมต้องออกแบบฐานรากต่างกัน
ควรเจาะสำรวจดินตอนไหนของโครงการ?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ "ก่อนออกแบบโครงสร้าง" — คือหลังจากได้ที่ดินและรู้ผังอาคารคร่าว ๆ แล้ว แต่ก่อนที่วิศวกรจะเริ่มคำนวณฐานราก เพราะข้อมูลชั้นดินคือ input ตั้งต้นของการออกแบบ ถ้าเจาะหลังออกแบบเสร็จ อาจต้องรื้อแบบแก้ใหม่ทั้งชุดเมื่อพบว่าชั้นดินไม่เป็นไปตามที่สมมุติไว้ ส่วนกรณีซื้อบ้านมือสองหรือต่อเติมอาคารเดิมแล้วพบการทรุดตัว ก็เจาะสำรวจภายหลังได้เช่นกันเพื่อหาสาเหตุและออกแบบการแก้ไข — ดูแนวทางกรณีต่อเติมที่ ต่อเติมบ้านแล้วทรุด ต้องเจาะดินไหม?
เจาะสำรวจดินแล้วได้อะไรกลับมา?
ผลลัพธ์สุดท้ายของงานเจาะสำรวจดินคือ "รายงานเจาะสำรวจดิน" ที่รวบรวมข้อมูลภาคสนามและผลทดสอบในห้องปฏิบัติการ พร้อมข้อแนะนำทางวิศวกรรม รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต
สิ่งที่คุณได้รับเมื่องานเสร็จ:
- Boring Log — แผนภาพชั้นดินทีละชั้น ความหนา ลักษณะ สี ความแน่น (วิธีอ่าน Boring Log)
- ค่า SPT N-Value — ความแน่นของดินแต่ละระดับ ใช้ประเมินกำลังรับน้ำหนัก
- ระดับน้ำใต้ดิน — สำหรับออกแบบงานใต้ดินและระบบกันซึม
- ผล Lab Test — คุณสมบัติทางวิศวกรรมของดิน เช่น Atterberg's Limits, Unconfined Compression
- ข้อแนะนำทางวิศวกรรม — ประเภทฐานรากและความลึกเสาเข็มที่เหมาะสม
รายงานที่รับรองโดยวิศวกรของ SPN ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ไม่ต้องจ้างทำซ้ำ
เลือกบริษัทเจาะสำรวจดินอย่างไรไม่ให้โดนหลอก?
คุณภาพของรายงานเจาะดินขึ้นกับบริษัทที่ทำ จุดที่ควรตรวจสอบก่อนจ้างคือ มีวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) เซ็นรับรองรายงานหรือไม่ ทำการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM จริงหรือไม่ มีห้องปฏิบัติการทดสอบดินของตัวเองหรือส่งต่อ และมีผลงานอ้างอิงตรวจสอบได้หรือไม่ รายงานที่ไม่มีวิศวกรรับรองจะใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างไม่ได้ และวิศวกรผู้ออกแบบก็นำไปใช้ต่อไม่ได้ — อ่านเช็คลิสต์ครบทั้ง 10 ข้อที่ วิธีเลือกบริษัทเจาะสำรวจดิน
ค่าเจาะดิน เทียบกับค่าซ่อมถ้าไม่ทำ
ค่าเจาะสำรวจดินสำหรับบ้านพักอาศัยมักน้อยกว่า 1% ของค่าก่อสร้างทั้งหลัง แต่ค่าแก้ไขฐานรากที่ผิดพลาดอาจสูงถึง 20–50% ของมูลค่าอาคาร และบางกรณีต้องรื้อสร้างใหม่ — ดูช่วงราคาตามประเภทอาคารและจำนวนหลุมที่ ราคาเจาะดินบ้านปี 2026
หากอาคารเริ่มมีรอยร้าวที่เสาและคาน ประตูหน้าต่างปิดไม่สนิท หรือพื้นเอียง นั่นอาจเป็นสัญญาณฐานรากมีปัญหาแล้ว — เช็คอาการทั้งหมดที่ 5 สัญญาณฐานรากมีปัญหา
บทความนี้เป็นความรู้พื้นฐานเพื่อเตรียมตัวก่อสร้าง การตัดสินใจเลือกประเภทฐานรากและความยาวเสาเข็มต้องอยู่ภายใต้การคำนวณของวิศวกรผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น