Boring Log คืออะไร?
Boring Log หรือ "บันทึกหลุมเจาะ" คือรายงานที่บันทึกข้อมูลชั้นดินทั้งหมดที่พบในหลุมเจาะแต่ละหลุม ตั้งแต่ผิวดินลงไปจนถึงความลึกที่กำหนด ประกอบด้วยลักษณะดิน ค่าความแน่น และผลการทดสอบในสนาม
Boring Log เป็นเอกสารหลักที่วิศวกรโครงสร้างใช้ในการออกแบบฐานราก เลือกประเภทและความยาวเสาเข็ม และประเมินพฤติกรรมดินใต้อาคาร
ได้ Boring Log มาแล้ว ดูตรงไหนก่อน? 3 จุดที่สำคัญที่สุด
สำหรับเจ้าของโครงการที่ไม่ใช่วิศวกร มี 3 จุดที่ควรมองหาเป็นอันดับแรก:
- 1. ระดับความลึกที่ค่า SPT-N เริ่มสูงต่อเนื่อง (N > 30–50) — คือตำแหน่ง "ชั้นดินรับน้ำหนัก" ที่ปลายเสาเข็มจะไปวางอยู่ ตัวเลขนี้กำหนดความยาวเสาเข็มโดยตรง
- 2. ความหนาของชั้นดินอ่อนด้านบน — ดูจากคำอธิบาย "Very Soft / Soft CLAY" ยิ่งหนา ยิ่งต้องระวังการทรุดตัวของพื้นรอบอาคารและดินถม
- 3. ระดับน้ำใต้ดิน (GWL) — ถ้าตื้น (เช่น น้อยกว่า 1–2 เมตร) งานขุดฐานราก ห้องใต้ดิน หรือบ่อเก็บน้ำต้องวางแผนระบบสูบน้ำและกันซึมล่วงหน้า
สามจุดนี้ตอบคำถามหลักของเจ้าของโครงการได้เกือบทั้งหมด: เสาเข็มต้องยาวเท่าไร ดินรอบบ้านจะทรุดไหม และงานขุดจะเจอน้ำหรือเปล่า
ตัวอย่าง Boring Log จริง (BH-1)
ด้านล่างคือตัวอย่าง Boring Log จริงจากงานเจาะสำรวจดินของ SPN ในเขตราชเทวี กรุงเทพฯ (หลุม BH-1 ความลึก 30.45 ม. ระดับน้ำใต้ดิน 0.50 ม.) แสดงครบทุกคอลัมน์แบบที่พบในรายงานจริง
อ่านแต่ละคอลัมน์ใน Boring Log อย่างไร?
รายงาน Boring Log จริงมีหลายคอลัมน์เรียงจากซ้ายไปขวา แต่ละคอลัมน์บอกข้อมูลคนละอย่าง:
- Depth (m) — ความลึกจากผิวดิน อ่านชั้นดินจากบนลงล่าง
- Symbol / Graphic Log — สัญลักษณ์แสดงชนิดชั้นดินแบบภาพ
- Sample Type / Number — ชนิดและหมายเลขตัวอย่าง เช่น ST (Shelby Tube เก็บตัวอย่างดินเหนียวแบบคงสภาพ) และ SS (Split Spoon จากการทดสอบ SPT)
- Soil Description — คำอธิบายชั้นดิน ชนิด สี ความแข็ง เช่น "Very Soft to Medium Stiff CLAY, Grey (CH)" จนถึง "Hard CLAY, Brown (CL)"
- Su (t/m²) — กำลังรับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้ำของดินเหนียว จากการทดสอบ Unconfined Compression (UC) และ Field Vane Shear (FV)
- SPT-N (blows/ft) — จำนวนครั้งตอกทดสอบมาตรฐาน ยิ่งสูงยิ่งแน่น
- Water Content / LL / PL (%) — ปริมาณน้ำในดิน และ Atterberg Limits (Liquid Limit, Plastic Limit)
- Total Unit Weight (t/m³) — หน่วยน้ำหนักรวมของดิน
หมายเหตุ: ในตัวอย่างจริงนี้ค่า Su (Undrained Shear Strength) วัดได้ในชั้นดินเหนียวอ่อน–ปานกลางด้านบน (จากการทดสอบ UC □ และ FV ■) มีค่าประมาณ 1–3 t/m² ส่วนชั้นดินแข็งและชั้นทรายที่ลึกลงไปจะรายงานเป็นค่า SPT-N ที่สูงขึ้น (จาก ~17 จนถึงกว่า 70 ครั้ง/ฟุต) ซึ่งเป็นชั้นรับน้ำหนักที่ดี — เพราะดินทราย (cohesionless) ไม่มีค่า Su
ค่า SPT N-Value คืออะไร ดูอย่างไร?
SPT (Standard Penetration Test) N-Value ตามมาตรฐาน ASTM D1586 คือจำนวนครั้งที่ตอกด้วยตุ้มหนัก 63.5 กก. ปล่อยตกอิสระจากความสูง 76 ซม. เพื่อขับกระบอกเก็บตัวอย่าง (Split-Spoon Sampler) ให้จมลงในดิน โดยตอกจมทั้งหมด 45 ซม. (แบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 15 ซม.) ค่า N คือ ผลรวมจำนวนครั้งของสองช่วง 15 ซม. สุดท้าย (รวม 30 ซม.) ส่วน 15 ซม. แรกถือเป็นช่วงตอกนำ (seating drive) ไม่นับรวม ค่ายิ่งสูงหมายถึงดินยิ่งแน่นหรือยิ่งแข็ง — เจาะลึกวิธีแปลค่า N ไปใช้ประเมินกำลังรับน้ำหนักได้ที่ SPT N-Value แปลผลยังไง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| N-Value | ความแน่น / ความแข็งของดิน | ความหมายทางวิศวกรรม |
|---|---|---|
| 0–4 | ดินเหนียวอ่อน / ทรายหลวมมาก | รับน้ำหนักได้น้อย ไม่เหมาะเป็นชั้นรับน้ำหนัก |
| 5–10 | ดินเหนียวแข็งปานกลาง / ทรายหลวม | กำลังรับน้ำหนักต่ำ ยังไม่เหมาะ |
| 11–30 | ดินเหนียวแข็ง / ทรายแน่นปานกลาง | รับน้ำหนักได้ปานกลาง |
| 31–50 | ดินดาน / ทรายแน่น | เหมาะเป็นชั้นรับน้ำหนักปลายเสาเข็ม |
| >50 | ดินดาน / ทรายแน่นมาก | ชั้นรับน้ำหนักที่ดีที่สุด |
ให้มองหาระดับความลึกที่ N-Value เริ่มสูงกว่า 30–50 อย่างต่อเนื่อง นั่นคือบริเวณ "ชั้นดินรับน้ำหนัก" ที่วิศวกรจะออกแบบให้ปลายเสาเข็มวางอยู่ที่นั่น ความลึกของชั้นนี้แตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ — ดูรายละเอียดเชิงลึกความลึกชั้นทรายแน่นรายภูมิภาคได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด
ตารางจำแนกความแข็ง/ความแน่นของดินตามค่า SPT N-Value
วิศวกรธรณีเทคนิคใช้ค่า SPT N-Value แปลความ "ความแข็ง" (Consistency) ของดินเหนียว และ "ความแน่น" (Compactness / Relative Density) ของดินทราย ตามมาตรฐานสากล (อ้างอิงตาราง Terzaghi & Peck) ตารางสองชุดนี้คือกุญแจสำคัญในการอ่าน Boring Log ให้เข้าใจว่าแต่ละชั้นดินแข็งหรืออ่อนเพียงใด
1) ดินเหนียว (Cohesive Soil) — Consistency กับ Su
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ความแข็ง (Consistency) | SPT N-Value | Su (t/m²) | ลักษณะที่สังเกตได้ |
|---|---|---|---|
| อ่อนมาก (Very Soft) | < 2 | < 1.25 | บีบทะลุนิ้วได้ง่าย เหลวคล้ายโคลน |
| อ่อน (Soft) | 2–4 | 1.25–2.50 | ปั้นเป็นก้อนได้ กดด้วยนิ้วโป้งจมง่าย |
| ปานกลาง (Medium) | 4–8 | 2.50–5.00 | กดด้วยนิ้วโป้งได้ปานกลาง |
| แข็ง (Stiff) | 8–15 | 5.00–10.00 | กดด้วยนิ้วโป้งได้แต่ลำบาก |
| แข็งมาก (Very Stiff) | 15–30 | 10.00–20.00 | กดได้แค่รอยเล็บ |
| แข็งมากๆ (Hard) | > 30 | > 20.00 | กดด้วยเล็บแทบไม่เป็นรอย |
2) ดินทราย (Cohesionless Soil) — Compactness กับ Relative Density
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ความแน่น (Compactness) | SPT N-Value | Relative Density (%) | ลักษณะที่สังเกตได้ |
|---|---|---|---|
| หลวมมาก (Very Loose) | 0–4 | < 15 | ทรายร่วน ไหลตัวง่าย |
| หลวม (Loose) | 4–10 | 15–35 | ขุดด้วยพลั่วได้ง่าย |
| ปานกลาง (Medium Dense) | 10–30 | 35–65 | แน่นปานกลาง |
| แน่น (Dense) | 30–50 | 65–85 | ต้องใช้แรงขุดมาก |
| แน่นมาก (Very Dense) | > 50 | 85–100 | แทบขุดด้วยมือไม่ได้ ชั้นรับน้ำหนักที่ดี |
หมายเหตุ: ค่าในตารางเป็นช่วงอ้างอิงเชิงคุณภาพตามมาตรฐานสากล (1 t/m² ≈ 10 kPa) ใช้เพื่อทำความเข้าใจการแปลผล Boring Log เบื้องต้น ค่า Su และความแน่นจริงในการออกแบบต้องได้จากการทดสอบในสนามและห้องปฏิบัติการ และวิเคราะห์โดยวิศวกรธรณีเทคนิคเป็นกรณีไป
ส่วนประกอบอื่นๆ ใน Boring Log ที่ควรรู้
ระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level)
บันทึกระดับน้ำใต้ดิน ณ เวลาที่เจาะ และหลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ข้อมูลนี้สำคัญสำหรับการออกแบบชั้นใต้ดิน ระบบกันซึม และการประเมินแรงดันน้ำใต้ดินต่อโครงสร้าง
ชื่อชั้นดิน (Soil Classification)
ระบุประเภทดินตามระบบ USCS (Unified Soil Classification System) หรือ AASHTO เช่น CH (ดินเหนียวพลาสติกสูง), CL (ดินเหนียวพลาสติกต่ำ), MH (ดินตะกอนพลาสติกสูง), ML (ดินตะกอนพลาสติกต่ำ), SP (ทรายคัดขนาดไม่ดี), SM (ทรายปนดินตะกอน/silty sand), SC (ทรายปนดินเหนียว/clayey sand)
ลักษณะทางกายภาพของดิน
บันทึกสี ความชื้น กลิ่น และสิ่งเจือปน เช่น "สีเทาเข้ม มีกลิ่นอินทรีย์" หรือ "สีน้ำตาลแดง มีรากไม้ปน" ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันลักษณะดินและประเมินความเหมาะสมของชั้นดิน
ผล Lab Test
ตัวอย่างดินบางตัวอย่างจะถูกส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อหาคุณสมบัติทางกลเพิ่มเติม เช่น Atterberg Limits (LL, PL, PI), Natural Water Content, Unconfined Compression Strength และ Grain Size Analysis — อ่านว่าแต่ละการทดสอบวัดอะไรและใช้ทำอะไรได้ที่ คู่มือการทดสอบดินในห้องปฏิบัติการ
สัญญาณผิดปกติใน Boring Log ที่ต้องถามวิศวกรทันที
Boring Log บางฉบับมีข้อมูลที่บ่งชี้ความเสี่ยงซึ่งเจ้าของโครงการควรสังเกตและสอบถามวิศวกรผู้ออกแบบ:
- ชั้นแข็งบางที่มีดินอ่อนแทรกข้างใต้ — เช่น N-Value พุ่งสูงแล้วตกลงต่ำอีกครั้งที่ความลึกถัดไป ถ้าปลายเสาเข็มวางบนชั้นแข็งปลอมนี้ อาคารจะทรุดในภายหลัง
- ค่า N ระหว่างหลุมเจาะต่างกันมาก — บ่งชี้ว่าชั้นดินใต้ผังอาคารแปรปรวน อาจต้องเจาะเพิ่มหรือออกแบบฐานรากแยกโซน
- พบชั้นดินอินทรีย์หรือขยะถม — คำอธิบายเช่น "Organic Clay" หรือ "Fill Material" คือชั้นที่รับน้ำหนักไม่ได้และอาจยุบตัวต่อเนื่อง
- ระดับน้ำใต้ดินตื้นผิดปกติ — กระทบทั้งงานขุด งานเสาเข็มเจาะ และแรงลอยตัวต่อโครงสร้างใต้ดิน
ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าสร้างไม่ได้ แต่หมายความว่าการออกแบบฐานรากต้องจัดการประเด็นเหล่านี้อย่างถูกวิธีโดยวิศวกรผู้มีใบอนุญาต
เมื่อได้รับ Boring Log แล้ว ให้ถามวิศวกรออกแบบว่า "ชั้นรับน้ำหนักหลักอยู่ที่ความลึกเท่าไหร่?" และ "วิศวกรแนะนำใช้เสาเข็มประเภทไหน ความยาวเท่าไหร่?" คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการออกแบบฐานรากได้มากขึ้น
ทำไมความลึกชั้นรับน้ำหนักถึงต่างกันในแต่ละพื้นที่?
ตัวเลขความลึกใน Boring Log ที่คุณได้รับจะไม่เหมือนโครงการอื่นเสมอไป เพราะลักษณะธรณีวิทยาของแต่ละภูมิภาคในไทยต่างกันมาก — กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีชั้นดินเหนียวอ่อนหนาที่รู้จักกันในชื่อ "Bangkok Clay" ทำให้ต้องใช้เสาเข็มยาวกว่าภาคอื่นหลายเท่า ขณะที่บางพื้นที่ในภาคเหนือหรือภาคอีสานอาจเจอชั้นดินแข็งหรือหินตื้นกว่ามาก ไม่มีตัวเลขความลึก "มาตรฐาน" ที่ใช้แทนกันได้ทุกที่ แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันก็ยังต่างกันได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร — อ่านรายละเอียดเปรียบเทียบชั้นดินกรุงเทพฯ กับภาคอื่นแบบเต็มรูปแบบ พร้อมตารางความยาวเสาเข็มรายพื้นที่ได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด — ทำไมต้องออกแบบฐานรากต่างกัน
ตัวอย่าง Boring Log ต่างจังหวัดจากงานจริง: ภูเก็ต vs ขอนแก่น
Boring Log จากต่างจังหวัดหน้าตาต่างจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน สองตัวอย่างจริงจากงานเจาะสำรวจดินของ SPN ด้านล่างนี้ — หลุม BH-6 จ.ภูเก็ต และหลุม BH-1 จ.ขอนแก่น — แสดงให้เห็นว่าทั้งชนิดชั้นดิน ความลึกที่พบชั้นแข็ง และแม้แต่คอลัมน์ข้อมูลในรายงาน เปลี่ยนไปตามธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่
ตัวอย่างที่ 1: Boring Log จ.ภูเก็ต (BH-6 อ.ถลาง) — ชั้นทรายสลับดินเหนียว
หลุม BH-6 ที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เจาะลึก 20.00 ม. เป็นโปรไฟล์แบบ "ทรายสลับดินเหนียว" ซึ่งพบบ่อยในพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ ต่างจากกรุงเทพฯ ที่เป็นดินเหนียวอ่อนหนาต่อเนื่อง:
- 0–3.5 ม. — ทรายปนตะกอนหลวมถึงแน่นปานกลาง มีกรวดปน (SM, SP) N = 6–14
- 3.5–8.0 ม. — ทรายแน่นถึงแน่นมาก (SP) N = 27–55
- 8.0–10.0 ม. — ดินเหนียวอ่อน (Soft CLAY, CH) N = 4 แทรกอยู่ใต้ชั้นทรายแน่น
- 10.0–15.5 ม. — ทรายแน่นปานกลาง (SP-SM, SM) และดินเหนียวปนทรายแข็งถึงแข็งมาก (CL) N = 13–24
- 15.5–20.0 ม. — ทรายปนดินเหนียวแน่นมาก (SC) N = 52 จนถึง 50/6"
จุดที่น่าสนใจที่สุดของหลุมนี้คือชั้นดินเหนียวอ่อน N = 4 ที่แทรกอยู่ใต้ชั้นทรายแน่น N = 39–55 — ตรงกับ "สัญญาณผิดปกติ" ข้อแรกที่อธิบายไว้ข้างต้นพอดี ถ้าหยุดเจาะที่ 6 ม. เพราะเห็นทรายแน่นแล้ว จะไม่มีทางรู้เลยว่ามีชั้นอ่อนซ่อนอยู่ด้านล่าง นี่คือเหตุผลว่าทำไมความลึกหลุมเจาะต้องกำหนดโดยวิศวกร ไม่ใช่หยุดทันทีที่เจอชั้นแข็งชั้นแรก
ตัวอย่างที่ 2: Boring Log จ.ขอนแก่น (BH-1) — ดินแข็งตื้นและชั้นหินผุ
หลุม BH-1 ที่ จ.ขอนแก่น เจาะลึกเพียง 10.00 ม. ก็ถึงชั้นหิน เป็นภาพตรงข้ามกับกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง:
- 0–0.5 ม. — ทรายปนดินเหนียวแน่นปานกลาง มีกรวดปน (SC) N = 13
- 0.5–5.0 ม. — ดินเหนียวปนกรวดแข็งมาก (Hard Gravelly CLAY, CL) ค่า SPT บันทึกเป็น 50/3" ถึง 80/11" คือแข็งจนตอกไม่ลงตามระยะมาตรฐาน
- 5.0–10.0 ม. — หินทรายและหินโคลน (Sandstone, Claystone) ผุมากถึงผุเล็กน้อย เปลี่ยนวิธีเก็บตัวอย่างเป็นการเจาะเก็บแท่งหิน (Rock Coring: RC-1 ถึง RC-5) ได้ค่า RQD = 38–71%
สังเกตว่า Boring Log แผ่นนี้มีคอลัมน์ต่างจากตัวอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต — มีกราฟ RQD (%) เพิ่มเข้ามาสำหรับช่วงชั้นหิน และชนิดตัวอย่างเปลี่ยนจาก SS (Split Spoon) เป็น RC (Rock Core) ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานเมื่องานเจาะสำรวจพบชั้นหิน
ค่า 50/6" และ RQD ใน Boring Log อ่านอย่างไร?
ค่าแบบ 50/6" หมายถึง ตอกครบ 50 ครั้งแล้วกระบอกเก็บตัวอย่างจมเพียง 6 นิ้ว (ประมาณ 15 ซม.) ไม่ถึงระยะมาตรฐาน 30 ซม. ผู้ควบคุมงานจะหยุดตอกเพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหาย แล้วบันทึกจำนวนครั้งพร้อมระยะจมจริงแทนค่า N ปกติ ค่าลักษณะนี้บอกว่าชั้นดินแน่นหรือแข็งมากจนถือว่าถึงจุดหยุดตอก (Practical Refusal)
RQD (Rock Quality Designation) คือ ค่าร้อยละความสมบูรณ์ของแท่งหินที่เจาะเก็บได้ คำนวณจากผลรวมความยาวท่อนหินที่ยาวตั้งแต่ 10 ซม. ขึ้นไป หารด้วยความยาวช่วงที่เจาะ ยิ่งสูงหินยิ่งสมบูรณ์ — เกณฑ์ทั่วไปคือ RQD < 25% = แย่มาก (Very Poor), 25–50% = แย่ (Poor), 50–75% = พอใช้ (Fair), 75–90% = ดี (Good), 90–100% = ดีมาก (Excellent) ในตัวอย่างขอนแก่น RQD 38–71% จัดอยู่ในเกณฑ์แย่ถึงพอใช้ ซึ่งพบได้ทั่วไปในชั้นหินผุ
สรุปเปรียบเทียบ Boring Log 3 พื้นที่จากหลุมเจาะจริง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| พื้นที่ (หลุมตัวอย่าง) | ลักษณะชั้นดินเด่น | ชั้นแข็ง/ชั้นรับน้ำหนักที่พบ | ความลึกหลุมเจาะ |
|---|---|---|---|
| กรุงเทพฯ (BH-1 เขตราชเทวี) | ดินเหนียวอ่อนหนา (Bangkok Clay) ต่อเนื่องช่วงบน | ชั้นดินแข็ง/ทรายแน่นอยู่ลึก N สูงต่อเนื่องช่วงท้ายหลุม | 30.45 ม. |
| ภูเก็ต (BH-6 อ.ถลาง) | ทรายสลับดินเหนียว มีชั้นอ่อนแทรก 8–10 ม. | ทรายปนดินเหนียวแน่นมากช่วง 15.5–20 ม. (N ≥ 52) | 20.00 ม. |
| ขอนแก่น (BH-1) | ดินเหนียวปนกรวดแข็งมากตั้งแต่ ~0.5 ม. | พบชั้นหินผุที่ ~5 ม. (RQD 38–71%) | 10.00 ม. |
หมายเหตุ: ข้อมูลทั้งหมดมาจากหลุมเจาะจริงเฉพาะจุด นำมาแสดงเพื่อการเรียนรู้การอ่าน Boring Log เท่านั้น ไม่ใช่ค่าตัวแทนของทั้งจังหวัด — แม้ห่างกันเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ชั้นดินก็ต่างกันได้ การออกแบบฐานรากจริงต้องเจาะสำรวจ ณ ตำแหน่งโครงการ และวิเคราะห์โดยวิศวกรเป็นกรณีไป