กฎกระทรวงฐานราก 2566 คืออะไร?

กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 หรือที่วงการก่อสร้างเรียกสั้น ๆ ว่า "กฎกระทรวงฐานราก 2566" คือกติกาใหม่เรื่องฐานรากที่มาแทนกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ซึ่งใช้มาเกือบ 40 ปี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้สรุปได้ 3 ประเด็นใหญ่ คือ (1) บังคับให้อาคารขนาดใหญ่ต้องมีรายงานสำรวจดินอย่างน้อย 3 จุดประกอบรายการคำนวณ (2) กำหนดค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety) ของฐานรากแผ่ เสาเข็ม และกำแพงกันดินไว้ชัดเจนเป็นกฎหมาย และ (3) ยกระดับเกณฑ์การทดสอบดินและเสาเข็มให้สอดคล้องมาตรฐานสากล

รถเจาะสำรวจดินขณะทำการทดสอบ SPT ในพื้นที่ก่อสร้าง
การเจาะสำรวจดินพร้อมทดสอบ SPT ในสนาม ซึ่งเป็นข้อมูลหลักของรายงานสำรวจดินตามกฎกระทรวงฐานราก 2566 (ภาพ: SPN Soil Engineering)
📅 ไทม์ไลน์สำคัญ

ประกาศราชกิจจานุเบกษา 31 สิงหาคม 2566 → มีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วัน คือตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 → กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ถูกยกเลิกตั้งแต่วันบังคับใช้กฎใหม่ — โครงการที่ยื่นขออนุญาตไว้ก่อนหน้านั้นมีบทเฉพาะกาล (ข้อ 33) รองรับให้ใช้หลักเกณฑ์เดิมต่อได้

ทำไมต้องมีกฎกระทรวงฉบับใหม่?

กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และใช้บังคับมานานมาก ในขณะที่เทคโนโลยีการสำรวจดิน การทดสอบเสาเข็ม และมาตรฐานการออกแบบพัฒนาไปไกล กระทรวงมหาดไทยจึงออกกฎกระทรวงใหม่ในปี 2566 เพื่อปรับหลักเกณฑ์ให้ทันสมัย สอดคล้องมาตรฐานสากล และเพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยแยกเนื้อหาเรื่องฐานรากออกมาเป็นฉบับเฉพาะ ควบคู่กับกฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารฯ พ.ศ. 2566 ที่ดูแลเรื่องโครงสร้างส่วนบน

นอกจากนี้ยังมี ประกาศกระทรวงมหาดไทย (ประกาศ 30 สิงหาคม 2567) เป็นกฎหมายลูกที่ลงรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม เช่น วิธีออกแบบฐานรากแผ่ เสาเข็มคอนกรีตหล่อสำเร็จ และเกณฑ์การทดสอบกำลังแบกทานของดินและแรงต้านทานของเสาเข็ม — วิศวกรผู้ออกแบบจึงต้องอ่านทั้งกฎกระทรวงและประกาศประกอบกัน

โครงสร้างกฎกระทรวง: 5 เรื่องหลักที่ต้องรู้

1. รายงานสำรวจดิน — อาคารไหนบังคับ เจาะกี่จุด

อาคาร 4 กลุ่มต่อไปนี้ ต้องมีรายงานการสำรวจดินฐานรากในพื้นที่ก่อสร้างไม่น้อยกว่า 3 จุดสำรวจประกอบรายการคำนวณ:

  1. อาคารสูง
  2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษ
  3. อาคารขนาดใหญ่ที่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ และสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป
  4. อาคารสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปในโครงการจัดสรรที่ดิน

รายงานต้องจัดทำหรือรับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้ตามที่กฎหมายนิยาม และมีเนื้อหาขั้นต่ำครบถ้วน เช่น ผังจุดเจาะ ข้อมูลชั้นดิน (Boring Log) ผลทดสอบในสนามและห้องปฏิบัติการ ระดับน้ำใต้ดิน และสรุปคุณสมบัติดินสำหรับออกแบบ — อ่านรายละเอียดครบทุกหัวข้อใน รายงานสำรวจดินที่ถูกกฎหมายต้องมีอะไรบ้าง ส่วนแนวทางกำหนดจำนวนหลุมและความลึกสำหรับอาคารทั่วไป อ่านได้ใน เจาะดินกี่หลุม ลึกเท่าไหร่ถึงพอ

ตัวอย่างข้อมูลชั้นดิน Boring Log พร้อมค่า SPT N-value จากรายงานสำรวจดิน
ตัวอย่างข้อมูลชั้นดิน (Boring Log) พร้อมค่า SPT ซึ่งเป็นเนื้อหาขั้นต่ำที่รายงานสำรวจดินตามกฎกระทรวงฐานราก 2566 ต้องมี (ภาพ: SPN Soil Engineering)

2. ถ้าไม่มีผลเจาะดิน — กฎหมายให้ใช้ค่าเพดานที่ต่ำมาก

สำหรับอาคารที่ไม่เข้ากลุ่มบังคับและไม่มีรายงานสำรวจดิน กฎหมายกำหนด "ค่าหน่วยแรงแบกทานที่ยอมให้" และ "แรงเสียดทานของเสาเข็ม" แบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่ำกว่าค่าที่มักได้จากผลเจาะดินจริง ผลคือฐานรากต้องใหญ่ขึ้น เสาเข็มต้องยาวหรือมากต้นขึ้น — การเจาะดินจึงมักคุ้มค่ากว่าในเชิงต้นทุนรวม อ่านการเปรียบเทียบแบบละเอียดใน ไม่เจาะดิน กฎหมายให้ใช้ค่าได้แค่ไหน

3. ฐานรากแผ่ — FS = 3 และเงื่อนไข Plate Bearing Test

หน่วยแรงแบกทานที่ยอมให้ของดินใต้ฐานรากแผ่ ใช้ได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำลังแบกทานของดินฐานราก (เทียบเท่าอัตราส่วนความปลอดภัย 3) และหากต้องการใช้ค่าหน่วยแรงแบกทานเกิน 200 กิโลปาสกาล (ประมาณ 20 ตัน/ตร.ม.) ต้องยืนยันด้วยการทดสอบกำลังแบกทานด้วยแผ่นเหล็ก (Plate Bearing Test) — อ่านเงื่อนไขทางกฎหมายของการทดสอบนี้ใน Plate Bearing Test กลายเป็นข้อบังคับเมื่อไหร่ และหลักการทดสอบใน Plate Bearing Test คืออะไร

4. ฐานรากเสาเข็ม — ที่มาของค่ากำหนดเพดานที่ใช้ได้

ค่าแรงต้านทานที่ยอมให้ของเสาเข็ม ขึ้นกับ "ที่มา" ของค่า ยิ่งวิธีพิสูจน์น่าเชื่อถือ กฎหมายยิ่งให้ใช้ค่าได้สูง (อ่านฉบับเจาะลึกพร้อมตัวอย่างใน เสาเข็มรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ตามกฎหมาย? เกณฑ์ 40/50/40):

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ที่มาของค่าแรงต้านทานใช้ได้ไม่เกินเทียบเท่า FS
คำนวณจากรายงานสำรวจดิน (วิธีสถิตยศาสตร์)40% ของแรงต้านทานสูงสุด2.5
ทดสอบด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ (Static Load Test)50%2.0
ทดสอบด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) — ต้องสอบเทียบกับวิธีสถิตยศาสตร์40%2.5

อ่านการเปรียบเทียบสองวิธีทดสอบตามกฎหมายใหม่ได้ใน Dynamic vs Static Load Test เลือกวิธีไหนดี รายละเอียดการทดสอบแต่ละแบบใน Dynamic Load Test (PDA) และ Static Pile Load Test

นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดหน้างานที่สำคัญ เช่น การออกแบบรองรับเสาเข็มเบี่ยงศูนย์ (อ่าน เสาเข็มเบี่ยงศูนย์เกิน 75 มม. ทำยังไง) และการแบ่งชั้นดินเพื่อคำนวณแรงเสียดทานตามกฎหมาย (อ่าน กฎหมายแบ่งชั้นดินยังไง)

การทดสอบเสาเข็มแบบสถิตยศาสตร์ Static Load Test ด้วยระบบ Kentledge ในสนาม
การทดสอบเสาเข็มด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ (Static Load Test) แบบ Kentledge — วิธีทดสอบที่กฎหมายให้ใช้ค่าแรงต้านทานได้สูงสุดถึง 50% (ภาพ: SPN Soil Engineering)

5. กำแพงกันดิน — กำหนด FS ครบ 3 ค่า

กำแพงกันดินต้องออกแบบให้มีอัตราส่วนความปลอดภัยขั้นต่ำ 3 ด้าน คือ การเลื่อนไถล 1.50, การพลิกคว่ำ 2.00 และกำลังแบกทานของดิน 3.00 — อ่านรายละเอียดใน กำแพงกันดินตามกฎหมายใหม่

ขออนุญาตก่อสร้าง ต้องใช้ผลเจาะดินไหม?

คำตอบสั้น ๆ: ไม่ใช่ทุกอาคาร — แต่ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา อาคาร 4 กลุ่มข้างต้น (อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารใหญ่ควบคุมการใช้ ≥4 ชั้น และอาคาร ≥4 ชั้นในโครงการจัดสรร) การเจาะสำรวจดินไม่ใช่ "ทางเลือก" อีกต่อไป แต่เป็นข้อกำหนดตามกฎหมายที่ต้องมีรายงานไม่น้อยกว่า 3 จุดสำรวจก่อนยื่นรายการคำนวณ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตก่อสร้างด้านโครงสร้างและฐานรากในปัจจุบันมี 2 ฉบับหลัก:

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

กฎหมายประกาศราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้
กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 (กฎกระทรวงฐานราก)31 สิงหาคม 256628 กุมภาพันธ์ 2567
กฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารและลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร พ.ศ. 25666 กันยายน 25665 มีนาคม 2567

มุมมองของเจ้าพนักงานท้องถิ่น: รายการคำนวณต้องมี "ที่มา"

ในขั้นตอนพิจารณาคำขออนุญาตก่อสร้าง เจ้าพนักงานท้องถิ่น (อปท. เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขต) จะตรวจว่ารายการคำนวณฐานรากอ้างอิงค่าดินจากแหล่งที่กฎหมายยอมรับหรือไม่ — ถ้ามีรายงานสำรวจดิน วิศวกรใช้ค่าจากคุณสมบัติดินจริงได้ ถ้าไม่มี ต้องใช้ค่าเพดานตามกฎหมายเท่านั้น และสำหรับอาคารกลุ่มบังคับ รายงาน ≥3 จุดสำรวจคือเอกสารที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้เจ้าพนักงานท้องถิ่นบางพื้นที่อาจขอผลเจาะดินประกอบแม้อาคารไม่เข้าเกณฑ์บังคับ โดยเฉพาะพื้นที่ดินอ่อน พื้นที่ถมใหม่ หรือใกล้แหล่งน้ำ

แล้วบ้านพักอาศัย 2–3 ชั้น หรืออาคารเล็กล่ะ?

สำหรับบ้านและอาคารขนาดเล็กที่ไม่เข้าเกณฑ์บังคับ กฎหมายไม่ได้บังคับให้แนบรายงานเจาะดิน 3 จุดโดยตรง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรู้ข้อมูลดิน เพราะ:

  • รายการคำนวณฐานรากยังต้องมีที่มา — ฐานรากต้องมั่นคงแข็งแรง รับน้ำหนักอาคารและถ่ายลงดินได้อย่างปลอดภัย ค่าที่ใช้คำนวณต้องอ้างอิงข้อมูลดินจริงหรือเกณฑ์ที่กฎหมายยอมรับ
  • เจ้าพนักงานท้องถิ่นบางแห่งขอผลเจาะดินประกอบ — แม้อาคารไม่เข้าเกณฑ์บังคับ
  • ความเสี่ยงจริงอยู่ที่หน้างาน — บ้านทรุด รอยร้าวจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน มักเกิดจากการเดาสภาพดิน ค่าซ่อมแซมภายหลังสูงกว่าค่าเจาะดิน 1 หลุมหลายเท่า (อ่าน สัญญาณฐานรากมีปัญหา)

สรุปง่าย ๆ: อาคารเล็ก "กฎหมายไม่บังคับ แต่วิศวกรรมแนะนำ" โดยเฉพาะบ้านที่ใช้เสาเข็มหรือปลูกบนดินถม — อ่านเพิ่มใน บ้าน 2 ชั้นต้องเจาะดินไหม และ ทำไมต้องเจาะดินก่อนสร้างบ้าน

เอกสารด้านฐานรากที่ควรเตรียมยื่นพร้อมคำขออนุญาต

  • รายการคำนวณโครงสร้างและฐานราก ลงนามโดยวิศวกรผู้ออกแบบ
  • รายงานการสำรวจดินฐานราก — อาคารกลุ่มบังคับต้องไม่น้อยกว่า 3 จุดสำรวจ พร้อมผังจุดเจาะ Boring Log ผลทดสอบ และระดับน้ำใต้ดิน
  • รายงานต้องลงนามรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาตสภาวิศวกร (COE) และจัดทำ/รับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้ตามนิยามกฎหมาย
⚠️ จุดที่โดนตีกลับบ่อย

รายงานเจาะดินที่ไม่มีวิศวกรลงนามรับรอง หรือมีเนื้อหาไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ใช้ประกอบรายการคำนวณยื่นขออนุญาตก่อสร้างไม่ได้ — เช็คก่อนจ้างทุกครั้งว่าผู้ให้บริการส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ ดูเช็คลิสต์ใน รายงานสำรวจดินที่ถูกกฎหมายต้องมีอะไรบ้าง

ใครได้รับผลกระทบบ้าง

  • เจ้าของโครงการ / ผู้พัฒนาอสังหาฯ — โครงการจัดสรรที่มีอาคาร 4 ชั้นขึ้นไป ต้องวางงบและเวลาสำหรับเจาะดิน ≥3 จุดตั้งแต่ขั้นออกแบบ
  • ผู้รับเหมา — เกณฑ์ทดสอบเสาเข็มและค่าความคลาดเคลื่อนหน้างาน (เช่น เข็มเบี่ยงศูนย์) ถูกกำหนดเป็นกฎหมาย ไม่ใช่แค่สเปคโครงการ
  • วิศวกรผู้ออกแบบ — รายการคำนวณต้องอ้างอิงที่มาของค่าดินให้สอดคล้องกับ FS ตามกฎหมาย
  • โครงการเก่า — โครงการที่ยื่นขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตก่อน 28 ก.พ. 2567 มีบทเฉพาะกาล (ข้อ 33) รองรับให้ใช้หลักเกณฑ์เดิมต่อได้

สรุป

กฎกระทรวงฐานราก 2566 เปลี่ยน "แนวปฏิบัติที่ดี" หลายอย่างให้กลายเป็น "ข้อบังคับตามกฎหมาย" — ตั้งแต่จำนวนจุดเจาะสำรวจดิน อัตราส่วนความปลอดภัยของฐานรากทุกชนิด ไปจนถึงเกณฑ์การทดสอบเสาเข็ม ใครที่กำลังจะขึ้นโครงการใหม่ ควรวางแผนงานสำรวจดินและทดสอบเสาเข็มให้สอดคล้องกฎหมายตั้งแต่ต้น จะได้ไม่สะดุดตอนยื่นขออนุญาต

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้เป็นการสรุปสาระสำคัญของกฎหมายเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางวิศวกรรมเฉพาะโครงการ การออกแบบและการยื่นเอกสารจริงควรดำเนินการโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต และควรตรวจสอบตัวบทกฎกระทรวงฉบับเต็มประกอบทุกครั้ง